[:TH] หน้าที่ของน้ำมันเครื่อง หน้าที่ในการหล่อลื่น หน้าที่นี้คือหน้าที่หลักเลยนะครับ โดนน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบอยู่ที่ผิวโลหะเพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง หน้าที่ในการระบายความร้อน ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณ รอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอาความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกันการเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้ หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายในกระบอกสูบ ที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์ หน้าที่ในการทำความสะอาด การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ วิธีเลือกน้ำมันเครื่อง เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องโดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิดนะครับ 1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา 1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ 1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง ระยะทางของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละชนิด น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ประมาณ 4000 กิโลเมตร น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ประมาณ 6000 กิโลเมตร น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ […]
Category: Uncategorized
[:TH]ความรู้เกี่ยวกับจาระบี[:]
[:TH]จาระบี จาระบี คือน้ำมัน (70-95%) ผสมกับสารอุ้มน้ำมัน (5-30%) สารอุ้มน้ำมันจะคล้ายฟองน้ำที่อุ้มน้ำมันไว้ ซึ่งส่วนมากผลิตจากไขสบู่โลหะ (สบู่ที่ผสมลงไปจะทำให้จาระบีมีความข้นเหนียว มีคุณสมบัติกึ่งแข็งกึ่งเหลว ช่วยอุ้มและจับเกาะน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และสารเพิ่มคุณภาพทางเคมีทำให้ไม่ไหลเยิ้มออกมาในขณะใช้งาน ความแตกต่างของจาระบีแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสบู่ที่ผสม) สารอุ้มน้ำมันที่มักใช้โดยทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภทได้แก่ 1.ลิเธียม (ให้การใช้งานที่ช่วงอุณหภูมิกว้าง) 2.แคล-เซียม (ทนน้ำได้ดี แต่มีอุณหภูมิทำงานสูงสุดที่ 60 °C) 3.โซเดียม (มีคุณสมบัติการซีลที่ดี แต่ห้ามโดนน้ำ) สารเพิ่มคุณภาพพิเศษ เช่น สารป้องกันสนิม สารป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น สารรับแรงกดสูง และสารป้องกันการสึกหรอ สามารถเติมเพื่อเพิ่มคุณสมบัติตามต้องการได้ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ใช้ทำจาระบีมักเป็นพวกที่มีดัชนีความหนืดสูง เพื่อให้สามารถใช้ได้ทั้งอุณหภูมิสูงและต่ำในบางที่ที่ไม่สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นได้ เช่น แบริ่งหรือลูกปืนบางชนิด ลูกหมากปีกนก คันชักคันส่ง หูแหนบ ฯลฯ เพราะอาจเกิดปัญหาเรื่องการรั่วไหล ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกแทรกเข้าไปเจือปน ฯลฯ ทำให้การหล่อลื่นไม่ได้ผล จึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นอื่นที่มีสภาพความคงตัว มีคุณสมบัติในการจับติดขึ้นส่วนที่ต้องการได้ดีกว่าน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งก็คือ จาระบี ในการเลือกใช้จาระบี คุณสมบัติโดยทั่วไปที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ ความแข็งอ่อนของจาระบี ความอ่อนหรือแข็งของจาระบี วัดโดยปล่อยให้เครื่องมือรูปกรวยปลายแหลมจมลงในเนื้อจาระบีที่อุณหภูมิ 25 […]
[:TH]ขับรถให้ประหยัดน้ำมันด้วย 7 วิธีง่ายๆ[:]
[:TH]ขับรถให้ประหยัดน้ำมันด้วย 7 วิธีง่ายๆ เศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่พื้นตัว ทำให้ราคาน้ำมันยังคงแพงอยู่ทำให้ทางค่ายรถยนต์ต่างๆ หันออกมาผลิตรถยนต์ประหยัดน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามถึงจะขับรถประหยัดน้ำมันหากไม่รู้จักวิธีขับที่ถูกต้องก็จะสิ้นเปลืองเทียบเท่ากับรถธรรมดาทั่วไปได้เหมือนกันครับ คราวนี้มาดูหลักการขับรถให้ประหยัดน้ำมันกันดีกว่า ควรมีการวางแผนเดินทางที่ดี หลีกเลี่ยงเส้นทาง ที่มีการจราจรติดขัด, ไม่ขับรถอ้อมจนเกินไป ไม่หลงทาง และไม่ขับเลยจากจุดหมายปลายทาง เท่านี้ก็ลดการสูญเสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ไปได้ มากแล้วครับ ตรวจเช็คความดันลมยางเสมอๆ ยาง ที่มีลมอ่อน เกินไปจะทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้น และยางมีอายุการใช้งานสั้น ในขณะเดียวกันหากลมยางแข็งเกินไป รถอาจเกาะถนนไม่ดี และยางก็มีอายุการใช้งานสั้นเช่นกัน ตรวจเช็คเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอๆ เช่น ปริมาณน้ำยาทำความเย็น ความสกปรกของคอยล์ร้อนคอยล์เย็น และไส้กรอง ฯลฯ เพื่อให้ระบบทำงานมี ประสิทธิภาพพร้อมทั้งปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ เพราะถ้าปรับอุณหภูมิต่ำเกินไปคอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานหนัก มากขึ้น เป็นภาระให้เครื่องยนต์มากขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็มากขึ้นไปด้วย วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 4.1 ไม่เร่งเครื่องขณะรถจอดอยู่นิ่ง ๆ เพราะเป็นการ ใช้น้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ 4.2 ออกรถอย่างราบเรียบ ไม่ใช่ออกตัวแบบรถแข่ง และเปลี่ยนเกียร์ที่สูงขึ้นเมื่อถึงรอบที่กำหนด อย่าลากเกียร์ 4.3 พยายามขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และไม่เหยียบ เบรกโดยไม่จำเป็น 4.4 เมื่อขับรถที่ความเร็วสูงขึ้น แรงต้านอากาศมีผล เป็นทวีคูณ […]
[:TH]วิธีการบำรุงรักษาระบบ ไฮดรอลิค [:]
[:TH]วิธีการบำรุงรักษาระบบ ไฮดรอลิค เนื่องจากสิ่งสกปรกที่เป็นอนุภาคของแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเศษโลหะ ชิ้นส่วน เศษผง ตลอดจนความชื้นและอากาศ ที่เล็ดลอดเข้าไปปะปนใน น้ำมันไฮดรอลิค สามารถก่อให้เกิดการสึกหรอและการสีกกร่อนของ ปั๊มไฮดรอลิค ซึ่งเป็นสาเหตุที่มักพบอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังอย่างสม่ำเสมอในเรื่อง ความสะอาดของ น้ำมันไฮดรอลิค ฟลัชล้างทำความสะอาดระบบด้วย น้ำมันไฮดรอลิค ระบบไฮดรอลิคใหม่หรือหลังจากมีการถอดซ่อมบำรุงรักษา อาจมีสี โลหะ สนิม ตลอดจนฝุ่นและทราย ที่ติดค้างอยู่ในระบบ ควรระมัดระวังในเรื่องเกี่ยวกับ ความสะอาดของ น้ำมัน โดยดูแลภาชนะ ปั๊มดูด ถังเก็บ ให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ต้องหมั่นทำความสะอาด ระบบกรองน้ำมัน หรือเมื่อเปลี่ยนไส้กรองชำรุด เมื่อล้างไส้กรองควรสังเกตดูสิ่งสกปรก ที่ติดอยู่ตามไส้กรองว่าเป็นอะไร หากมีเศษโลหะมาก แสดงว่าระบบมีการสึกหรอชนิดของสิ่งสกปรก อาจใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์หาสาเหตุของการชำรุดสึกหรอ และจะได้เป็นแนวทางในการป้องกันต่อไป หมั่นตรวจตราการทำงานของระบบไฮดรอลิค ตลอดจนเสียงที่ดังผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงอาการที่มีการรั่วของอากาศตามข้อต่อ หรือซีล หรือการเกิดโพรงอากาศในเรือนปั๊ม ปัญหาที่มักพบในระบบไฮดรอลิค ระบบไฮดรอลิคจะสามารถทำงานได้อย่างมีระสิทธิภาพก็ต่อเมื่อตัวปั๊มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ดังนั้นปั๊มจึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบไฮดรอลิคและเป็นส่วนที่มีโอกาสสึกหรอได้ง่าย ผู้ใช้จึงควรคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่ออายุของปั๊มดังนี้ ชนิดของน้ำมันไฮดรอลิค เลือกใช้น้ำมันไฮดรอลิคให้เหมาะกับชนิดและการออกแบบของปั๊มไฮดรอลิค เช่นจะต้องไม่ทำปฏิกิริยาหรือกัดกร่อนชิ้นส่วนหรือซีล น้ำมันไฮดรอลิคที่ผสมสารป้องกันการสึกหรอประเภทสังกะสี (ZDTP-Zinc Dithophosphate) ไม่เหมาะกับปั๊มที่มีชิ้นส่วนที่ทำด้วยโลหะเงินและทองบรอนซ์บางประเภท เพราะจะเกิดการกัดกร่อนเป็นต้น […]
การถมดิน
[:TH] การถมดิน ก่อนการก่อสร้างบ้านจะต้องมีการปรับที่ดินให้มีความเหมาะสม โดยการถมและขุด หรือบางทีอาจจะใช้ทั้ง การถมและการขุดไปด้วยกัน เช่น การขุดเพื่อทำสระน้ำ, สระว่ายน้ำ, แล้วนำที่ดินที่เหลือ จากการขุดไปถม ในส่วนที่จะทำ การก่อสร้างบ้าน ให้สูงขึ้นเป็นเนิน เป็นต้น การถมดิน การถมดินในหน้าฝนนั้นเป็นงานอย่างหนึ่งที่ฝนพอจะมีประโยชน์ในงานการก่อสร้าง หรือจะให้ดียิ่งไปกว่านั้น ก็ควรจะเป็นช่วงก่อน หน้าฝนซักหน่อย ฝนที่ตกลงมาจะช่วยทำให้ดินที่ถมลงไปนั้นอัดแน่นขึ้น ในส่วนของการถมดินเองแบ่งได้เป็น 2 ประเภท การถมแบบอัด คือการถมดินไปทีละชั้น มีความหนาชั้นละประมาณ ๒๐ – ๕๐ ซม. ขึ้นอยู่กับลักษณะดิน และการกำหนด ของผู้ออกแบบ แล้วก็บดอัดให้แน่นทีละชั้น หมดไปชั้นหนึ่งค่อยถมดินต่อ แล้วก็บดอัดอีก ทำแบบนี้จนกว่า จะได้ระดับตามที่เรา ต้องการ การถมแบบนี้จะได้ดินที่อัดแน่นดี มีการทรุดตัวน้อย การถมแบบไม่อัด คือถมให้เต็มไปหมดทั้งพื้นที่ในคราวเดียว แล้วก็ค่อยบดอัดเฉพาะด้านหน้าผิวดิน การถมลักษณะนี้ ใช้ในการ ถมดิน ที่ไม่ต้องการ ความสูงมากนัก เพราะถ้าเป็นการถมค่อนข้างลึกเกินกว่า ๑.๐๐ เมตร การถมแบบไม่อัดนี้ มักจะมีปัญหา […]
หินก่อสร้าง
หินก่อสร้าง คือ หินชนิดต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน อาคาร ถนน สะพาน โดยอาจจะนำหินก้อนใหญ่ ๆ มาเรียงสร้าง หรือหินขนาดเล็ก ที่บดย่อย นำมาใช้ผสมปูนซีเมนต์ทำ คอนกรีต คุณสมบัติของหินก่อสร้าง ที่สำคัญคือ ความคงทนต่อ การขัดสี ความแกร่งสูง ทนแรงกดอัดได้มาก ทนสารเคมีสูง ปริมาณคละภายหลังการย่อยบดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ความซึมน้ำต่ำ ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีง่าย ผิวมีการจับเกาะกับซีเมนต์และแอสฟัลต์ดี ปริมาณอินทรีย์สารในเนื้อหินต่ำ เป็นต้น นอกจากมาตรฐานทางคุณสมบัติที่กำหนดแล้ว บางครั้งระยะทางที่ใช้ในการขนส่งยังเป็นตัวกำหนด ทำให้บางครั้งมีความจำเป็น ที่ต้องนำ หินสร้างที่มีมาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาใช้ หินที่นำมาใช้ในการก่อสร้างประกอบด้วยหินปูนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผลิตง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ โดยแหล่ง หินก่อสร้าง ในประเทศไทยกระจายตัวอยู่แทบทุกจังหวัด ยกเว้น จังหวัดในภาคอีสาน และที่ราบลุ่มภาคกลาง แหล่งหินเพื่อการก่อสร้างที่สำคัญ แหล่งหินปูน ในเขต อำเภอหน้าพระลาน พระพุทธบาท เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งหินปูนขนาดใหญ่ ใช้เพื่อ การก่อสร้าง ในกรุงเทพ; อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี […]
หิน
หิน หินก่อสร้าง โดยจะขออธิบายแยกตามประเภทหินต่างๆ ดังนี้ หินก่อสร้าง (หิน1, หิน 2, หิน3/4, หินฝุ่น, หินเกล็ด) เป็นหินตะกอนคาร์บอเนต เกิดจากการทับถมของตะกอนคาร์บอเนตในท้องทะเล ทั้งจากสารอนินทรีย์ และซากสิ่งมีชีวิต ซึ่งถับถมกันภายใต้ความกดดันและตกผลึกใหม่เป็นแร่แคลไซต์จึงทำปฏิกิริยากับกรด หินปูนใช้ทำเป็นปูนซีเมนต์ และใช้ในการก่อสร้าง หินคลุก เป็นหินปูนที่ย่อยจนมี เกรดเดชั่น ที่เรียกว่า well grade โดยเป็นหินที่มีขนาดแตกต่างกันมาปนกัน ไม่สามารถนำไปเป็นหินก่อสร้าง หรือ นำไปบดเป็นปูนซีเมนต์ได้ เพราะไม่ได้ขนาดหรือแร่ธาตุตามที่ต้องการ โดยส่วนมากใช้สำหรับเป็น ชั้นพื้นทางในงานถนน สามารถใช้ถมถนนร่วมกับหินลูกรังได้ หรือ นำไปทำอิฐบล็อก โดยหินคลุกนั้นยังแบ่งย่อยออกเป็นอีกหลากหลายเกรด แล้วแต่ความเหมาะสมในการใช้งาน หินกรวด เป็นหินเนื้อหยาบเกิดจากตะกอนของหิน กรวด ทราย ถูกกระแสน้ำพัดพามารวมกัน สารละลายในน้ำใต้ดินทำตัวเป็นซีเมนต์ประสานให้อนุภาคใหญ่เล็กเหล่านี้ เกาะตัวกันเป็นก้อนหิน (หินที่ประกอบด้วย Grain ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตกว่า 2 มิลลิเมตรอยู่มากกว่า 25%ของ Grain ทั้งหมด และจะต้องมีความกลมมน อีกด้วย) ส่วนมากใช้ในการประดับตกแต่งสวน อาคารบ้านเรือน […]
การกำเนิดของแหล่งทราย
[:TH]กำเนิดของแหล่งทราย ทราย (Sand) ในทางธรณีวิทยาถูกจัดให้เป็นตะกอน (Sediments) ชนิดหนึ่งมีลักษณะร่วนหรือยังไม่แข็งตัวเป็นหิน เกิดจากการผุพังของหินต้นกำเนิดที่มักมีแร่ควอร์ตเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เช่น หินแกรนิตหรือตระกูลแกรนิต หินทราย และหินกรวดมน เป็นต้น หินแกรนิตนอกจากมีแร่ควอร์ตเป็นองค์ประกอบแล้ว ยังมีแร่เฟลด์สปาร์เกิดร่วมอยู่ด้วย แต่แร่ทั้งสองนี้มีอัตราการผุผังที่แตกต่างกันมาก คือ ในกรณีที่มีน้ำเป็นตัวกลาง แร่เฟล์สปาร์ ซึ่งทำปฎิกิริยากับน้ำกลายเป็นแร่ดิน ที่มีโครงสร้างเป็นแผ่นและหลุดลอยไปกับน้ำได้ง่าย ส่วนแร่ควอร์ตซ์ซึ่งไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ ก็จะหลุดจากการจับตัวและสะสมอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เกิดเป็นกรวดและทรายที่มีรูปแบบการสะสมตัวแบบตะกอนน้ำพัดพารูปพัดใกล้เชิงเขา ส่วนหินทรายและหินกรวดมน ในอดีตเป็นทรายที่ถูกทำให้แข็งตัวด้วยวัตถุประสาน และเมื่อวัตถุประสานถูกทำลาย ทำให้เม็ดทรายหลุดออกจากกันและตกสะสมในบริเวณใกล้เคียง ต่อมาทรายและกรวดเหล่านี้จะถูกน้ำพัดพาทำให้ไกลออกเป็นจากแหล่งกำเนิดเดิม โดยอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดจะถูกพัดพาไปได้ไกลที่สุด เช่น กรวดจะยังคงอยู่ที่เดิมหรือพัดพาไปไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก ทรายหยาบมักสะสมตัวอยู่ตอนบนสุดของสายน้ำ ส่วนปลายแม่น้ำมักเป็นทรายละเอียด ลักษณะทรายที่มีการสะสมเช่นนี้เป็นการสะสมตามแม่น้ำ (Fluvial Deposit) ส่วนทรายที่มีขนาดเล็กลงไปอีกจะถูกพัดพาลงทะเล และถูกกระบวนการของน้ำทะเล เช่น การไหลของกระแสน้ำหรือคลื่น พัดพาทรายมาสะสมตัวตามชายฝั่งและนอกชายฝั่งออกไปกลายเป็นทรายตามชายฝั่ง (Beach Sand) และทรายนอกชายฝั่ง (Off Shore Sand) cr : http://www.onep.go.th/[:en]กำเนิดของแหล่งทราย ทราย (Sand) ในทางธรณีวิทยาถูกจัดให้เป็นตะกอน (Sediments) ชนิดหนึ่งมีลักษณะร่วนหรือยังไม่แข็งตัวเป็นหิน […]









